ตกผลึกระหว่างเดินวนรอร้านโจ๊กเปิดชั่วโมงนึง(2)
Cluster: rant
เขียน recap ให้เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน ๆ อ่าน ยังจัดเรียงไม่เสร็จ สะเปะสะปะ
แนวทางนึงที่ดูจะเวิร์คสำหรับบางคน คือลุยอะไรบางอย่างที่ตัวเองไม่ได้พร้อม แล้ว push ตัวเอง พิสูจน์ตัวเอง กอบโกยจากมันให้เต็มที่
เราชอบอ่าน content เกี่ยวกับจุดเปลี่ยนของชีวิตคนอื่น ค่อนข้าง inspired จากอะไรแบบนั้น ที่ผ่านมา เราเลยมักจะกระโจนไปหาโอกาสแต่ละที่ แล้วก็ชอบทึกทักไปเองโดยไม่รู้ตัว ว่าเคสคนอื่นการเปลี่ยนแปลงมันปุบปับ แล้วมุมมองของเราก็คงเปลี่ยนแบบปุบปับตาม
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับเรามันเป็น lingering effects เหมือนเป็นการสะสมพวกเหตุการณ์ ให้เราตกตะกอน relflect ระหว่าง night walk เป็นอารมณ์ บทเรียนทีหลังมากกว่า
เคสของเรา เราไม่ได้เทพภาษาหลังจากไปฝึกงานต่างประเทศ ไม่ได้เก่ง AI แบบปุบปับตอนอยู่ค่าย เราผ่าน event ต่าง ๆ โดยที่แทบไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรตอนอยู่ในเหตุการณ์นั้นเท่าไร
ไปๆ มาๆ เลยได้ข้อสรุปว่า
มันเลยค่อนข้างชัดว่าเราในตอนนี้ไม่เหมาะกับสถานการณ์ประเภทตายเอาดาบหน้า ไม่ใช่ว่าจะเอาตัวรอดไม่ได้ แต่เราตายด้านกับมันมากๆ จนเราไม่ได้ personal development อะไรกับมันขนาดนั้น
เรา(ในตอนนี้)ควร shine ด้วย strategy อื่นมากกว่า
ตอนนี้เลยเริ่มใช้แนวคิด “if your life give you a lemon, make lemonade” เน้นทำโอกาสไม่กี่อย่างที่จังหวะชีวิตมันเข้ามาให้ดีก่อนดีกว่า แล้วคงไม่กระโจนไปลุยแบบไม่พร้อมเท่าไรแล้ว
ทด
ที่ผ่านมา เรามักจะกระโจนไปหาโอกาสแต่ละที่ ด้วยความหวังว่าสถานการณ์จะพาไปให้เราเปลี่ยนมุมมองใหม่แบบปุบปับ ทั้งไปฝึกงานต่างประเทศ, ไปลุยค่ายAI, ฝึกงานบริษัทดูตึงๆที่นึง, ตกลงทำธุรกิจกับเพื่อน
ตอนที่เราเลือกฝึกงานต่างประเทศ เคยคาดหวังจากการอ่านหนังสือชี้ดาบมา ว่ามันคงเปลี่ยนมุมมองเรา คงเป็นการอัพสกิลภาษาของเรา และเราคงโตขึ้นมากๆ แบบปุบปับ
ตอนสมัครค่าย AI เราหวังว่ามันคงเป็นเหตุผลเพิ่มให้เรามีแรงใจศึกษาสายนี้จนเป็นเทพ
(เรา inspired จากคนที่เข้าค่าย JWC แล้วมาเขียน blog ถึงมันว่ามันเปลี่ยนชีวิตยังไงบ้าง ตอนนั้นใจหันเหไปทาง data มากกกว่า webdev ที่ยังไม่ได้อยากทำ)
แนวทางนึงที่ดูจะเวิร์คสำหรับบางคน คือลุยอะไรบางอย่างที่ตัวเองไม่ได้พร้อม แล้ว push ตัวเอง พิสูจน์ตัวเอง กอบโกยจากมันให้เต็มที่
เวลาเราอ่าน content เกี่ยวกับจุดเปลี่ยนชีวิตของคนอื่น เราจะทึกทักไปเองโดยไม่รู้ตัว ว่ามันปุบปับ แล้วเคสของเราก็คงปุบปับตามด้วย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับเรามันเป็น lingering effects เหมือนเป็นการสะสมพวกเหตุการณ์ ให้เราตกตะกอน relflect ระหว่าง night walk เป็นอารมณ์ บทเรียนทีหลังมากกว่า
ถ้าเอาแบบหยาบๆ
ไปต่างประเทศ
แนวทางนึงที่ดูจะเวิร์คสำหรับบางคน คือลุยอะไรบางอย่างที่ตัวเองไม่ได้พร้อม แล้ว push ตัวเอง พิสูจน์ตัวเอง กอบโกยจากมันให้เต็มที่
แต่นั่นน่าจะไม่ใช่สไตล์เรามานานละ
แทบทุกอย่าง ถ้าเราไม่พร้อม เราจะหา short cuts เอาให้คนอื่นไม่เดือดร้อน แล้วปล่อยชิล push ตัวเองในมาตรฐานครึ่งๆ กลางๆ พอ แล้วค่อยไปตกผลึกเอาทีหลัง
การลุยโอกาสพวกนี้มันไม่ได้แย่นะ ทุกอย่างเลยเราว่าเราลุยดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่พอเราลุยแบบไม่ได้ทำตัวเองให้พร้อม มันก็ backfire เราให้เรากอบโกยจากมันได้น้อย
และเราก็ขี้เกียจและถนอมสุขภาพจิตเกินกว่าจะฝืนตัวเอง
เราดันหวังให้ challenge ที่ลุยมันไปแก้ข้อด้อย แก้ปมที่เรามี หวังว่ามันจะเปลี่ยนเรา ทั้งๆที่อะไรแบบนั้นแก้ด้วยการเดินแถวบ้าน, reflect, คุยกับเพื่อน, ลงมือทำด้วยตัวเอง
สรุป เราคงไม่ buy narrative ประเภทหย่อนตัวเองลงไปตายเอาดาบหน้า
มาพูดถึง bright side กันบ้าง
เราได้อะไรมาแบบที่ไม่ค่อยคาดคิดบ้าง
เคสไปตปท.
ทุกวันนี้ เราก็ยังเป็นคนความรับผิดชอบต่ำ ชอบผลัดวันประกันพรุ่งไม่ค่อยต่างจากสมัย ม.ต้นเท่าไร
ความทุกข์ทนและบทเรียนบางอย่างมันอาจได้มาจากการเติบโตถึงขุดหนึ่ง
แต่เพราะคนได้หลงลืมมันไป และทนทุกข์อยู่หรือ
บมเรียนเหล่านั้นจึงต้องถูกหยิบยกมาพูดอีกครั้ง
เดาไว้นิดๆ ว่านอกจากที่เราเป็นคนความรู้สึกช้า
Nature นึงของเราที่ทั้ง perfectionist, ขี้เกียจ กับนิสัยที่ชอบปลอบใจตัวเองให้ไม่ต้องกดดันตัวเองตามความคาดหวังปลอมๆ ที่เราสร้างขึ้นมาเอง ทำให้เราแทบไม่ใส่สุดกับอะไร
(หมายเหตุ: สิ่งที่เราทำแต่ละอย่างเรามองว่ามันเป็นโอกาสที่ดี แต่ไม่ได้เป็นอะไร overachiver ในวัยของเราขนาดนั้น เยอรมันก็ตอนนั้นอยู่ที่ใครจะไป ค่าย AI ก็เน้นเช็ค commitment กันช่วงแรก เราไม่ได้ล่าทุน ไม่ได้แปลหนังสือต่างประเทศ ไม่ได้เข้าMIT ตีพิมพ์งานวิจัยนานาชาติสำเร็จ ไม่ได้ลุยโอลิมปิกแบบคนรอบ ๆ ตัวเรา)
created on: Tue Jan 20 2026